.

จากหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค WHY D NETWORK

บริษัทขายตรงน้ำดี...สัญชาติไทย

โดยท่านประธาน สาคร ใสกมล

กำเนิด 5D บรรทัดฐานใหม่ขายตรงไทย
จุดกำเนิดของ 5D เกิดจากการที่ สาคร ประสบปัญหาในการทำธุรกิจขายตรง 2 ปัญหาหลักๆ ด้วยกันคือ ปัญหาแรก “สมาชิกประสบความสำเร็จ แต่บริษัทประสบความล้มเหลว” อีกปัญหาหนึ่งก็กลับกันคือ “บริษัทประสบความสำเร็จ แต่สมาชิกกลับล้มเหลว” จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ทำให้ สาคร วิเคราะห์ว่า เมื่อก่อนตอนที่เราจะเลือกธุรกิจขายตรงกับบริษัทใด บริษัทหนึ่ง นั้นต้องดูว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ดี มีแผนการตลาดที่ดีและมีสินค้าที่ดีหรือไม่ นี่ถือเป็น 3D ในการเลือกทำขายตรงกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งในอดีต

            แต่ในปัจจุบัน 3D มันยังไม่พอ บริษัทขายตรงที่ดีในปัจจุบันต้องมีองค์ประกอบถึง 5D นอกเหนือจากการเป็นบริษัทที่ดีแล้ว สินค้าดีและแผนการตลาดดีแล้ว ยังต้องมีระบบการฝึกอบรบดี และบุคลากรดี รวมเป็น 5D

            “ขายตรงที่ครบสมบูรณ์แบบในปัจจุบันต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 อย่าง”

          สาคร คิดเรื่อง 5D ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเปิดบริษัทขายตรงของตนเองขึ้นมาเสียอีก เขานำเอาความคิดทุกๆ อย่างมารวมกัน จนตกผลึกทางความคิด ก่อกำเนิดเป็น 5D ซึ่งต่อไป 5D จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ สำหรับบริษัทขายตรงที่อยากประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบัน

            ซึ่ง 5D ที่ว่านี้ประกอบด้วย 1. “บริษัทขายตรงดี” เขาต้องมีการสนันสนุนสมาชิกที่ดี สนันสนุนให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว บางบริษัทเขามีเพียงเปิดบรษัท มีสินค้าให้เรา แต่เรื่องการตลาดเรื่องการขายสินค้า เป็นหน้าที่ของสมาชิกไปคิดเอง ไปทำเองฝึกอบรมเอง ตัวบริษัททำหน้าที่คือ ส่งสินค้าและจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ บริษัทไม่มีการสนันสนุนอะไรเลย ห้องประชุมไม่มีให้ หลักสูตรการฝึกอบรมก็ไม่มี ไม่มีโปรโมชั่นสนันสนุน เป็นแค่เสมือนโรงงานผลิตสินค้าให้

            หากบริษัทขายตรงไม่สนันสนุนอะไรเลย ก็จะทำให้สมาชิกประสบความสำเร็จยาก ประสบความสำเร็จช้า แต่ในทางกลับกันหากบริษัทมีโปรโมชั่นช่วย เมื่อสมัครเข้ามามีการลด แลก แจก แถม ก็จะทำให้สามารถชักชวนคนง่าย สมาชิกก็ซื้อสินค้าได้ง่าย ขายได้คล่อง

            บริษัทที่ดีก็ต้องมีห้องประชุมไว้ให้สมาชิกได้ทำการจัดประชุม อาจจะต้องเปิดจนถึงช่วงดึกหน่อย เนื่องจากมีสมาชิกบางกลุ่มเขาทำงานตอนกลางคืนก็มี และบริษัทที่ดีต้องมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารที่ทั่วถึง มีเว็บไซต์รองรับ มีเว็บไซต์รีครูท มีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นตรงถึงตัวสมาชิกเลย

            บริษัทขายตรงที่ดีในปัจจุบันจะต้องสนันสนุนให้สมาชิกทำงานได้ง่ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้นำทำหน้าที่เพียงไปค้นหาสมาชิกมาแล้วส่งเข้าสู่ระบบของบริษัทเป็นอันจบหน้าที่ ที่เหลือทางบริษัททำให้หมด สินค้าก็ส่งตรงถึงที่บ้าน ค่าคอมมิชชั่นก็จ่ายเข้าบัญชีคุณ อยากเช็คสายงานก็เปิดเว็บไซต์ดูได้ เช็คค่าคอมมิชชั่น คีย์ออนไลน์ ให้ นี่คือ โมเดลของบรษัทขายตรงที่ดีในปัจจุบัน

            “คือขายตรงในปัจจุบัน การจัดการต้องมีประสิทธิภาพ การจ่ายค่าคอมมิชชั่นก็ต้องตรงต่อเวลา บอกว่าจะจ่ายวันที่ 15 ก็ต้องจ่าย วันที่ 15 แต่หากจ่ายก่อนก็ยิ่งดี ผมเคยเป็นผู้นำมาก่อน ผมปิดยอดวันที่ 5 แต่กว่าได้ค่าคอมมิชชั่นก็วันที่ 25 ช่วงเวลา 20 วันนี้ยอดไม่ขึ้นเลย แต่พอวันที่ 26 ยอดขายก็กลับมากระฉูดอีกครั้ง แล้วเงินค่าคอมมิชชั่นบริษัทจะเก็บเอาไว้ทำไม จ่ายช้าจ่ายเร็วก็ต้องจ่าย หากบริษัทจ่ายเร็วกว่ากำหนด ข้อดีก็คือยอดขายจะไม่ตก เนื่องจากสมาชิกได้เงินไปวิ่งงาน มีเงินเติมน้ำมัน มีเงินในการซื้อสินค้า มีเงินไปหาลูกค้า เมื่อเราจ่ายเงินไปตามปกติแล้วอีก 2 วันเงินก็เข้ามาบริษัทแล้ว เรื่องเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยอย่างนี้ เราจะมองข้ามไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ได้จากประสบการณ์ทำงานล้วนๆบริษัทที่ดี ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ”

            นอกจากระบบการสนันสนุนที่ดีแล้ว บริษัทขายตรงที่ดีจำเป็นต้องมีแคมเปญต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่นโปรโมชั่นท่องเที่ยว ก็ต้องทำให้ง่ายๆ เหมือนไปฮ่องกง ทำยอดขาย 50,000 คะแนน ก็ได้ไป เวียดนาม 30,000  คะแนน 350,000 คะแนนได้ไปเที่ยวยุโรป 4 ประเทศ 8 วัน เรื่องนี้ทางบริษัทก็ต้องคิดโปรแกรมคิดโปรโมชั่นขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกผ่านการแข่งขันง่ายที่สุด

            ระบบขนส่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญ บริษัทที่ดีต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ไม่ต้องให้อัพไลน์เป็นคนส่งสินค้าให้ดาวน์ไลน์ นักธุรกิจไม่ต้องมากังวลและเสียเงินกับเรื่องนี้ เขาจะได้มีเวลาในการไปค้นหา ไปสปอนเซอร์ ไปดูแลองค์กร

            ส่วนหลักสูตรต่างจังหวัด ทางบริษัทก็ออกค่าใช้จ่ายทางด้านสถานที่ให้ สมาชิกเพียงพาคนไป มีสินค้าราคาพิเศษสำหรับสินค้าที่สมาชิกนำไปสาธิตสินค้าเท่านั้น ให้สมาชิกไปประกอบการสาธิต บริษัทต้องกันงบส่วนนี้ไว้สนันสนุน หากของสาธิตขายเท่าราคาปกติใครจะไปซื้อ หากของสาธิตออกน้อย แน่นอนว่าบริษัทจะขายสินค้าได้น้อย เนื่องจากมีการไปสาธิตสินค้าน้อย แต่ในทางกลับกันหาก ยอดขายสินค้าสาธิตมาก ยอดขายสินค้าตัวนั้นๆ จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว คนไทยชื่นชอบเรื่องการสาธิตสินค้า คนไทยชอบแบบนี้

            “บริษัทขายตรงต้องเป็นปราชญ์ขายตรง ต้องคิดสิ่งละอันพันละน้อย ที่สามารถสนันสนุนให้สมาชิกประสมความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วที่สุดขึ้นมา บริษัทขายตรงต้องเป็นเซียนในวงการขายตรงแล้ว นักธุรกิจจะต้องเป็นคนฉลาดตามไปด้วย บริษัทขายตรงนั้นๆ จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอุตสาหกรรมขายตรง”

            สิ่งต่อมาคือ “สินค้าดี” เป้าหมายของ สาคร ในเรื่องสินค้านั้น สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นที่สุดคือ สินค้านั้นๆ เมื่อใช้แล้วต้องเห็น “ผลลัพท์” ที่ดี เมื่อคนใช้สินค้าแล้ว จะมีเรื่องเล่า “มีสตอร์รี่” เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วสินค้าดังกล่าวจะ “ซื้อง่ายขายคล่อง”

            “คนไทยเมื่อใช้ของตัวไหนดี กินสินค้าตัวไหนดี แล้วเขาชอบที่จะบอกต่อ”

            ในการขายต้องค้นหาสินค้าแบบนี้ให้ได้เสียก่อน เมื่อสินค้านั้น “สมารถขายตัวเองได้” ยังไม่เพียงพอ สินค้านั้นๆ ต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม เป็นสินค้าที่ล้ำสมัย และต้องเป็นสินค้าที่ขนส่งง่ายน้ำหนักต้องเบา สินค้านั้นๆ ต้องมีการซื้อซ้ำได้ ใช้แล้วหมดไป หากเป็นสินค้าถาวรแล้ว จะสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ

            “สินค้าที่ดีจะต้องเริ่มจากเห็นผลลัพธ์ก่อน และเป็นสินค้าที่แปลกแหวกแนว เป็นสินค้าที่ดีมีนวัตกรรมล้ำสมัย คนไทยยังตอบรับสินค้าใหม่ๆ ชอบสิ่งแปลกใหม่ เมื่อชื่นชอบก็ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่าย ถ้าหากซ้ำกับใคร ก็เป็นสินค้าตามกระแสทั่วไป สินค้าที่ดีต้องเป็นสินค้านำกระแส และบริษัทต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว”

            เรื่องต่อมาคือ “แผนการตลาดที่ดี” อันดับแรกนั้นต้องเป็นแผนที่จ่ายได้จริงมีความยุติธรรม มีความยั่งยืนไม่ฉาบฉวย สามารถทำในระยะยาว และ คอนโทรลกรุ๊ปได้ง่าย มีโครงสร้างการสร้างทีมงานที่สมบูรณ์แบบ

            “ผมคิดแผนธุรกิจขึ้นมาแผนหนึ่งที่เรียกว่า ดี เน็ทเวิร์ค พาวเวอร์แพลน ผมใช้เวลา 7 วันในการสำรวจและศึกษาแผนการจ่ายผลตอบแทนในธุรกิจขายตรงทุกแผน ผมเป็นคนที่เขียนแผนการตลาดเป็นทั้ง 8 แผน ผมจึงทำการสำรวจว่า แผนการตลาดแบบไหนที่กำลังได้รับความนิยม ประกฏว่าตอนนี้แผน วีคสตรอง เป็นแผนที่กำลังมาแรง แต่มีจุดบกพร่องมีปัญหาในเชิงพฤติกรรม ผมจึงนำแผนนั้นมาปรับ ใช้เวลาสำรวจ 7 วัน เขียนแผนธุรกิจขึ้นมาใหม่ใช้เวลาอีก 7 วัน แผนที่ผมเขียนขึ้นในวันนั้นใช้กันมาจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการปรับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย เป็นการออกแบบที่ลงตัวมาก”

            แผนการตลาดที่ สาคร เขียนขึ้นมา เขาเขียนขึ้นจากจินตนาการ โดยยึดพื้นฐานความเป็นจริงเป็นแกนหลัก เขานึกภาพออกเลยว่าเมื่อมีสมาชิกซื้อสินค้ากล่องแรกไป เงินจะไหลไปไหน จะสร้างทีมอย่างไร สินค้าที่ซื้อไปแล้วนั้นจะมีซื้อแล้วจะมีการคืนสินค้าหรือไม่

            “มันต้องคิดจนจบกระบวนการ แล้วผมจึงลงมือเขียนแผนการตลาดขึ้นมา การเขียนแผนใช้เวลาไม่นาน เพราะเราชำนาญอยู่แล้ว แต่ที่ใช้เวลานานคือการตั้งชื่อแผนการตลาด ชื่อตำแหน่งสมาชิก แต่กระบวนการหลักๆ ผมใช้เวลาเพียง 14 วันในการสร้างแผนที่ทรงพลังที่สุดแผนหนึ่งในวงการขายตรงเมืองไทยขึ้นมา”

            สาคร เป็นผู้ที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในเรื่องแผนการตลาดมาก สาคร มีความโดดเด่นในเรื่อง แผนการตลาดกับการสร้างทีมมาก

            “การเขียนแผนการตลาด ไม่ใช่ว่าใครจะเขียนได้ เราต้องเรียนรู้ในเรื่องกระบวนการ รู้ที่มาของยอดขายตรงจุดนี้ ได้จ่ายออกไปแล้วหรือไม่ จะต้องจ่ายเท่าไหร่ คนที่เขียนการตลาดต้องรู้ในองค์รวมทุกอย่าง แล้วค่อยมากำหนดเป็นแผนการตลาดขึ้นมา”

          “การฝึกอบรมที่ดี” ถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ สาคร การฝึกอบรมถือเป็นงานที่เขาเชี่ยวชาญอย่างมาก จากประสบการณ์กว่า 20 ปี เขาได้บัญญัติหลักสูตรขายตรงออกมากว่า 28 หลักสูตร สอนตั้งแต่การแต่งกาย จนถึงการสอนนักธุรกิจขายตรงแบบมืออาชีพ

            “การฝึกอบรมที่ดีต้องพัฒนาคนในทุกรูปแบบทั้งการพัฒนาคน การแต่งกายพัฒนาทั้งวิธีการและจิตใจ สอนให้คนเป็นปราชญ์ขายตรง ผมได้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค อคาเดมี่ขึ้นมาเพื่อพัฒนาคนขายตรงโดยเฉพาะ เราจะใช้ระบบ ค้นหา รักษาและพัฒนาเป็นแกนหลัก ที่เราเรียกระบบนี้ว่า ดี เน็ตเวิร์ค ซิสเต็ม”

            “บุคลากรดี” จะต้องเริ่มจาก “ผู้ประกอบการ” ซึ่ง สาคร มาตกผลึกทางความคิดในเรื่องนี้ เมื่อตอนที่เขาตัดสินใจเปิดบริษัท “ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์” ขึ้นมาโดยเขาได้ฝึกฝนตัวเองให้เข้มข้นมากขึ้น

            “ผมได้นำความรู้แขนงต่างๆ มาสร้างดีเน็ทเวิร์คให้เติบโต และได้นำประโยชน์ในการทำขายตรงกว่า 20 ปี มาสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิก”

            ทุกวันนี้ที่ สาคร ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการขายตรง แน่นอนว่าจากประสบการณ์การทำงานในวงการนี้ ได้นำพาสมาชิกให้ไปสู่ฝั่งฝันได้

            สาคร เห็นว่าตัวแปรสำคัญของการทำธุรกิจขึ้นอยู่กับ บุคลาการ 4 ส่วนคือ ผู้ประกอบการ หากมีประสบการณ์ที่ดี 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์สู่แม่ทีมได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และส่งต่อผู้นำได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายก็ส่งต่อความคิดสู่นักธุรกิจได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

            การบริหารในเรื่องบุคลาการ ประสบการณ์ช่วยได้มาก ต้องทำการสอนพนักงานว่า หากทำงานในวงการอื่นพนักงานกับลูกค้า แยกกันอย่าชัดเจน แต่ในธุรกิจขายตรงแล้ว พนักงานกับสมาชิกมันใกล้กันมาก บางทีสมาชิก 1 คน เป็นได้หลายอย่าง เป็นหุ้นส่วนเราก็ใช่ เป็นฝ่ายการตลาดก็ใช่เนื่องจากเขาไปแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า เป็นลูกค้าของเราก็ใช่เนื่องจากเขาซื้อสินค้าจากบริษัท เขาเป็นที่ปรึกษาของเราก็ใช่ พนักงานจึงจำเป็นต้องวางตัวให้เหมาะสมกับสมาชิกกับลูกค้า